5 บทเรียนความสำเร็จ จาก เซเรนา วิลเลียมส์ ที่ช่วยคุณ ‘ลุกขึ้นสู้’ อีกครั้ง!

ความโดดเด่นทางอาชีพของเธอได้สอนบทเรียนมากมายให้เรานำไปใช้ได้ทั้งในและนอกสนาม ทั้งในการทำงานและการใช้ชีวิต ดังนั้นเรามาชม 5 บทเรียนที่สำคัญของ เซเรนา วิลเลียมส์ ที่จะช่วยสร้างแรงใจให้คุณลุกขึ้นสู้อีกครั้งกันเลย

1. อายุเป็นเพียงมายาคติ

“ฉันคิดว่าคนเราควรฝึกฝนและผลักดันตัวเองไปจนกว่าสิ้นลมหายใจ”

นักกีฬาเป็นอาชีพที่ยากและไม่ยั่งยืนนัก เพราะการเล่นแบบมืออาชีพก็ย่อมต้องใช้ร่างกายอย่างหนักหน่วง จนทรุดโทรมลงเร็ว นักกีฬาส่วนใหญ่ที่อายุประมาณเท่านี้มักจะพอใจและคิดว่ามันถึงเวลาพักผ่อนแล้ว แต่ไม่ใช่สำหรับวิลเลียมส์  ในทุกปีเธอยังคงฝึกหนักขึ้นเรื่อยๆ เพื่อที่จะรักษาตำแหน่งสูงสุดเอาไว้ บ่อยครั้งที่อายุก็เป็นเพียงแค่มายาคติ ดังนั้นอย่าให้มันกลายเป็นข้อจำกัดในชีวิตคุณ

2. ห้ามท้อถอย

“ฉันแค่ไม่เคยยอมแพ้ ฉันจะสู้จนถึงที่สุด เราไม่สามารถเที่ยวหาซื้อ “จิตใจที่แข็งแกร่งสักหนึ่งถุง” ได้ เพราะมันไม่มีขายแต่คุณต้องสร้างขึ้นด้วยตัวเอง”

บางครั้ง การพยายามไล่คว้าเป้าหมายก็เหมือนกับการต่อสู้ที่โหดหินโดยเฉพาะถ้าคุณไม่อาจเห็นผลลัพธ์ ได้ในทันที ครั้งหนึ่ง วิลเลียมส์เกือบพ่ายแพ้ในช่วงแรกของการแข่งขัน แต่ท้ายที่สุดแล้วเธอก็สู้จนเอาชนะ ในสองเซตที่เหลือจนเป็นผู้ชนะในแมชต์นั้นไป เมื่อตกเป็นรอง เธอจะไม่ย่อท้อและต่อสู้จนถึงที่สุด สิ่งสำคัญที่สุดคือการไม่ยอมยกธงขาวเพียงเพราะว่าอะไรไม่เป็นไปตามใจคุณ  เพราะตราบใดที่ยังมีเวลายังเหลืออยู่ คุณก็ยังต้องสู้ต่อไป

3. กุญแจสำคัญคือสมาธิ

“หากคุณสามารถเล่นเทนนิสได้ในขณะที่มีคนกำลังยิงปืนอยู่บนถนน นั่นแหละแปลว่าคุณมีสมาธิมากพอ”

เซเรนาเกิดในเมืองแซกินอว์ รัฐมิชิแกน แต่ครอบครัวของเธอได้ย้ายมาอยู่ที่เมืองคอมป์ตัน รัฐแคลิฟอร์เนียร์เมื่อเธออายุได้ 3 ขวบ เธอและพี่สาวของเธอหัดเล่นเทนนิสที่สนามเทนนิสขรุขระ ติดกับถนนที่เต็มไปด้วยกลุ่มนักเลง คนเมายา และคนไร้บ้าน  แต่พวกเธอก็เรียนรู้ที่จะเล่นได้โดยไม่ให้อบายมุขเหล่าย่างกรายเข้าใกล้

การมีสมาธิดีทำให้คุณแสดงศักยภาพออกมาได้เต็มที่ และจดจ่อกับสิ่งที่ทำได้ร้อยเปอร์เซ็นเต็ม เซเรน่าเองก็สามารถเอาชนะแมชต์มหาโหดมาได้เพราะเธอมีสมาธิที่แน่วแน่นั่นเอง ดังนั้นหากคุณต้องการทำสิ่งต่างๆ ให้ออกมาดีที่สุด การมีสมาธิจึงถือเป็นเรื่องที่สำคัญมาก

4. รักตัวเองในแบบที่คุณเป็น

“ฉันรักตัวตนของฉัน และฉันก็มักสนับสนุนให้คนอื่นรักและชื่นชมในความเป็นตัวเองเช่นกัน แต่มันก็ไม่ใช่เรื่องที่ง่าย ฉันเองก็ใช้เวลานานพอสมควร”

เซเรน่าตกเป็นเป้าของการวิจารณ์มากมายมาหลายปีเหมือนนักกีฬาชื่อดังอีกมากมาย แต่เธอก็ไม่เคยให้สิ่งเหล่านั้นมาทำลายความสุขของเธอเลย อย่าลืมที่จะรักตัวเองในแบบที่คุณเป็นจริงๆ เราทุกคนล้วนมีเอกลักษณ์อันน่าทึ่ง เพราะฉะนั้นอย่าพยายามเป็นเหมือนคนอื่น และอย่าไปสนใจว่าใครจะว่าคุณอย่างไร

5. ทุ่มเทอย่างหนัก

“ความฝันของทุกคนสามารถเป็นจริงได้ เพียงแค่คุณตั้งใจทุ่มเทเพื่อมันให้ตลอดรอดฝั่ง”

เราจะเห็นได้เลยว่าความพยายามและการฝึกหนักทั้งหมดของเธอถูกฉายผ่านสีหน้าและอารมณ์ของเธอ
ในทุกครั้งที่เธอคว้าชัยชนะจากการแข่งขันมหาโหด แน่นอนว่าเซเรนาย่อมต้องเคยพ่ายแพ้ จึงไม่น่าสงสัยเลยว่าทำไมเธอถึงขึ้นมาอยู่อันดับสูงขนาดนี้ นั่นเพราะเธอหมั่นฝึกฝนและทำงานหนักนั่นเอง

หากคุณต้องการสิ่งใดมากๆ คุณก็ไม่อาจหนีพ้นการทุ่มเทและพยายามเพื่อให้ได้มา จงจำเอาไว้ว่า หากคุณทุ่มเทอย่างหนักเพื่อมันแล้ว ฝันนั้นย่อมมีโอกาสเป็นจริงได้แน่นอนไม่ว่ามันจะสูงสักเพียงใดก็ตาม

แทงบอล

ความแตกต่างระหว่างผู้ชนะกับผู้แพ้ อะไรคือจุดต่าง?

มีความแตกต่างอยู่หลายอย่างระหว่างผู้ชนะ (คนที่ประสบความสำเร็จ) และผู้แพ้ (คนที่ล้มเหลว) แต่หนึ่งความแตกต่างที่เห็นได้ชัดที่สุดก็คือ ทัศนคติ ของพวกเขาที่มีต่อสิ่งที่พวกเขามี และสิ่งที่พวกเขาไม่มี ผู้แพ้มักจะคร่ำครวญในสิ่งที่พวกเขาไม่มี แต่ผู้ชนะจะใช้ประโยชน์จากสิ่งที่เขามีให้เกิดประโยชน์มากที่สุด

ฟังดูอาจจะเป็นเรื่องพื้นๆ แต่แค่ความแตกต่างนี้สามารถตัดสินได้เลยว่าใครจะเป็น “ผู้แพ้หรือผู้ชนะ”

มันไม่มีทางเป็นไปได้ ที่จะคาดหวังให้สถานการณ์เป็นไปอย่างที่คุณวาดฝันไว้ตลอดเวลา เพราะในที่สุดแล้วคนเราก็ต้องมีสิ่งที่ขาดหายกันทั้งนั้น ถ้าคุณรอจนกว่าทุกๆ อย่างพร้อม คุณจะไม่มีวันได้เริ่มทำอะไรเลย ดังนั้นสิ่งที่คุณควรทำก็คือ เริ่มต้นจากสิ่งที่คุณมีอยู่

เรามาลองฟังเรื่องราวชีวิตของผู้พันแซนเดอร์ (ผู้ก่อตั้ง KFC) กันดีกว่า…

ครั้งหนึ่งเขาเคยมีร้านอาหารที่เจริญรุ่งเรือง แต่แล้ววันนึงเขาก็ประสบกับการล้มละลาย และแทบจะไม่เหลืออะไรเลย ที่แย่ไปกว่านั้น เขาอายุ 66 ปีแล้ว และมีเหตุผลมากมายที่เขาจะคร่ำครวญถึงสิ่งต่างๆ ที่เขาไม่มี แต่โชคดีที่เขาไม่ได้ทำแบบนั้น สิ่งที่เขาทำ ก็คือการใช้สิ่งที่เขามีอยู่นั้นก็คือ “สูตรไก่ทอดของเขานั่นเอง”

มันฟังดูน้อยนิดใช่ไหมล่ะ? ก็แค่สูตรไก่ทอด แต่ผู้พันแซนเดอร์ประสบความสำเร็จจากสิ่งนี้ เขาเดินทางไปตามร้านอาหารต่างๆ เพื่อเสนอขายไก่ทอดสูตรลับของเขา ถ้ามีคนชอบเขาก็จะขายไก่ทอดให้กับร้านพวกนั้น

ผู้พันแซนเดอร์ต้องพบเจอกับการปฏิเสธหลายครั้งหลายหน เขาต้องนอนหลับพักผ่อนในรถยนต์ของตัวเอง แต่เขาก็ใช้ในสิ่งที่เขามีอยู่แล้ว จนสุดท้ายเขากลับมาประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่กว่าเดิม

เช่นเดียวกัน คุณอาจจะเป็นคนที่มีน้อย แต่คุณสามารถนำมันไปต่อยอดได้

ผมเชื่อว่าทุกคนที่กำลังอ่านบทความนี้อยู่ มี 2 สิ่งนี้อยู่แล้ว สองสิ่งนั้นก็คือ การเข้าถึงอินเทอร์เน็ต และเวลาว่าง

1.  ในการเข้าถึงอินเทอร์เน็ต

อินเทอร์เน็ตคือแหล่งทรัพยากรที่ล้ำค่ามากๆ ในยุคปัจจุบัน

คำถามก็คือ แล้วคุณใช้มันเพื่อพัฒนาตัวเองหรือยัง? ใช้มันเพื่อเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ หรือยัง? คุณเคยทดลองอะไรใหม่ๆ บ้างไหม? อินเทอร์เน็ตเปิดโอกาสให้คุณมากมาย แม้แต่การเริ่มต้นธุรกิจของตัวเอง

แต่บนอินเทอร์เน็ตก็มีสิ่งล่อตาล่อใจมากมาย ถ้าคุณใช้อย่างไม่ระมัดระวัง คุณก็จะใช้มันเพียงแค่ความสุขชั่วคราว แทนที่จะเป็นผลประโยชน์ในระยะยาว

2.ทัศนคติ ในเวลาว่าง

ต่อให้คุณจะยุ่งแค่ไหนแต่คุณก็ต้องมีเวลาว่างบ้างแหละ คุณต้องใช้เวลานี้ให้เกิดประโยชน์

มีเรื่องของพนักงานขับรถคนหนึ่ง ทีน่าจะเป็นตัวอย่างที่ดี ผมขอเอามาเล่าให้ทุกท่านฟัง…
เขามีเวลาว่างขณะที่กำลังรอลูกค้ามาใช้บริการ แต่เขาทำอะไรบ้างในช่วงเวลาเหล่านั้น คำตอบก็คือ เขาซื้อหนังสือมาอ่าน หนังสือที่ช่วยสอนสิ่งใหม่ๆ ให้กับตัวเขา ผลลัพธ์ก็คือ เขาใช้ความรู้ตรงนั้นเพื่อไปก่อตั้งธุรกิจของตัวเองและทำให้เขากลายเป็นมหาเศรษฐีในที่สุด คนๆ นั้นก็คือ MJ Demarco

แล้วสำหรับคุณล่ะ คุณใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์บ้างหรือยัง?

แทงบอล

7 วิถีปฏิบัติที่จะช่วยให้คุณ มองโลกในแง่บวก มากขึ้น

 

“พลังของการคิดบวก” เป็นสิ่งที่ใครๆ ก็พูดกันจนบางครั้งมันก็เกร่อ มองโลกในแง่บวก แต่การคิดบวกนั้นทำให้เรามีสุขภาพจิตที่ดีขึ้นได้จริง ช่วยทำให้เรามั่นใจในตัวเอง พัฒนาอารมณ์ และช่วยลดอาการซึมเศร้ารวมทั้งความเครียดแต่ว่าตกลงแล้วพลังของการคิดบวกที่แท้จริงนั้นหมายความว่าอะไรกันแน่ ? คุณอาจจะบอกว่าก็คือการให้กำลังใจตัวเอง แต่โดยรวมแล้วการคิดบวกก็ยังเป็นแนวคิดที่ไม่ค่อยชัดเจนนัก ดังนั้นถ้าคุณอยากเห็นว่าการคิดบวกคืออะไร คุณก็จำเป็นที่ต้องจะเห็นความเป็นรูปธรรมของมันเสียก่อน เราจะมาดูกันว่าวิถีปฏิบัติของมันมีอะไรบ้าง แน่นอนว่าวิถีเหล่านี้เป็นสิ่งที่คุณสามารถเริ่มทำได้ทันทีด้วย

1. มองโลกในแง่บวก เริ่มต้นวันใหม่ด้วยพลังบวก

การเริ่มต้นในตอนเช้านั้นจะตัดสินว่าวันนั้นทั้งวันจะดำเนินไปอย่างไร คุณเคยตื่นสายแล้วก็กระวนกระวาย รู้สึกว่าวันนี้จะมีแต่เรื่องแย่ๆ ตามมาบ้างไหม? นี่เป็นตัวอย่างของการที่คุณเริ่มต้นวันด้วยความคิดด้านลบ และมันก็จะติดตัวคุณไปตลอดทั้งวัน แทนที่จะให้ความคิดด้านลบมาครอบงำคุณ ก็ให้เปลี่ยนเป็นการมองโลกในแง่บวกแทน อาจจะใช้วิธีการพูดกับตัวเองในกระจกว่าคุณคิดอย่างไร เช่น “วันนี้จะเป็นวันที่ดี” หรือ “วันนี้ฉันจะเป็นคนที่เจ๋งสุดๆ” แล้วคุณจะพบว่าวันนั้นเป็นวันที่ดีขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ

2.มองโลกในแง่บวก ให้ความสำคัญกับสิ่งที่ดี แม้มันจะเป็นเรื่องเล็กๆ

เป็นเรื่องธรรมดาที่คุณจะเจออุปสรรคตลอดทั้งวัน วันที่สมบูรณ์แบบนั้นไม่มีอยู่จริง เมื่อคุณเจอกับอุปสรรคหรือความท้าทายใหม่ๆ ที่เข้ามาหาคุณ ก็ให้ลองมองถึงประโยชน์ที่คุณจะได้รับจากมัน ไม่ว่ามันจะเป็นเรื่องเล็กน้อยหรือดูไม่สำคัญแค่ไหนก็ตาม อย่างเช่นเมื่อคุณเจอกับรถติดนานหลายนาที ก็ให้คิดว่านี่เป็นเวลาที่ดีที่คุณจะได้นั่งฟัง พอดแคทส์ (podcast) รายการโปรด หรือถ้าคุณอยากทำอาหารแต่วัตถุดิบที่คุณต้องการหมด ก็ให้คิดว่านี่เป็นโอกสที่คุณจะได้ลองทำเมนูใหม่ๆ ที่ไม่เคยทำ

3.  มีอารมณ์ขันในสถานการณ์ที่เลวร้าย

จงมีอารมณ์ขันแม้ว่าคุณกำลังเจอวันที่แย่ที่สุดในชีวิต ย้ำเตือนตัวเองว่าสิ่งที่คุณกำลังเผชิญอาจจะกลายเป็นเรื่องเล่าตลกให้คนอื่นฟังในภายหลังได้ มีวิธีมากมายที่ทำให้คุณไม่เครียดจนเกินไปในยามเลวร้าย และอารมณ์ขันก็จะช่วยให้เรามีกำลังใจที่จะผ่านเหตุการณ์เหล่านั้นไปได้ด้วย

4. มองโลกในแง่บวก เปลี่ยนความล้มเหลวเป็นบทเรียน

คุณไม่ใช่คนสมบูรณ์แบบ และไม่มีใครที่เป็นแบบนั้นด้วย คุณมีโอกาสทำผิดพลาดและล้มเหลวได้เสมอ ดังนั้นแล้วแทนที่คุณจะไปใส่ใจกับความล้มเหลวนั้นมากเกินไป ก็ลองคิดว่าคุณจะทำยังไงต่อในวันข้างหน้า ทำให้ความผิดพลาดกลายมาเป็นบทเรียนที่จะสอนคุณได้ เพื่อที่คุณจะได้ไม่ทำผิดพลาดอีก อย่างเช่น คุณอาจจะตั้งกฏในการทำโปรเจคท์ขึ้นมาใหม่หลังจากความผิดพลาดได้เกิดขึ้น นั่งทบทวนว่าทำไมมันถึงเกิด และทำยังไงถึงจะไม่พบเจอกับมันอีก

5. เปลี่ยนคำสบประมาทตัวเองเป็นการให้กำลังใจ

เรามักจะสบประมาทตัวเองโดยไม่รู้ตัว คุณอาจจะคิดว่า “ฉันมันห่วยแตก” หรือ “ฉันไม่น่าทำแบบนั้นเลย” ความคิดเหล่านี้จะค่อยๆ ซึมเข้าไปในจิตใจของคุณและเปลี่ยนมุมมองที่คุณมีต่อตัวเองไปเลย นั่นหมายความว่าคุณจะมองว่าตัวเองไร้ความสามารถ ถ้าคุณรู้ตัวว่ากำลังสบประมาทตัวเองอยู่ละก็ จงหยุดทำมันซะ และแทนที่มันด้วยคำพูดในทางบวก เช่นเปลี่ยนจาก “ฉันมันห่วยแตก” ให้กลายเป็น “ถ้าฉันฝึกฝนมากกว่านี้ วันข้างหน้าฉันจะทำมันได้ดีขึ้น” หรือ “ฉันไม่น่าทำแบบนั้นเลย” ให้กลายเป็น “มันผิดพลาดไม่เป็นอย่างที่คิด แต่ครั้งหน้ามันอาจจะดีก็ได้”

6. อยู่กับปัจจุบัน

ความคิดแย่ๆ ส่วนมากแล้วเกิดจากการคิดถึงอดีตหรืออนาคต โดยที่ไม่ได้ให้ความสำคัญต่อปัจจุบัน ดังนั้นแล้ว การอยู่กับปัจจุบันจะช่วยให้เราตระหนักได้ว่าสิ่งต่างๆ มันไม่ได้แย่ขนาดนั้น เรารู้สึกแย่เพราะมัวแต่คิดถึงเรื่องที่ผ่านไปแล้ว หรือเรื่องที่ยังไม่ได้เกิดขึ้นมากกว่า

7. คบหากับคนที่มองโลกในมุมบวก

ถ้าคุณอยู่กับคนที่มองโลกในแง่ดี คุณก็จะได้รับแต่สิ่งดีๆ เรื่องราวดีๆ จสกพวกเขาอยู่ตลอดเวลา สิ่งเหล่านั้นจะซึมซับเข้าไปในจิตใจของคุณและส่งผลต่อวิธีการคิดของคุณด้วย การหาคนที่มองโลกในแง่บวกนั้นเป็นเรื่องยาก แต่คุณต้องทำลายความคิดแง่ลบของคุณออกไปให้หมด ก่อนที่มันจะกลืนกินคุณ หาคนที่คุณอยู่ใกล้แล้วได้อะไรดีๆ กลับมา และสักวันคุณก็จะให้สิ่งดีๆ กลับคืนไปหาพวกเขาเช่นกัน

แทงบอล

4 ข้อผิดพลาดอันยิ่งใหญ่ที่คุณควรจะหลีกเลี่ยง

การทำ ผิดพลาด เป็นเรื่องยากที่จะหลีกเลี่ยง และการทำผิดพลาดก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่ที่จะทำให้ชีวิตของคุณพังทลาย ใครๆ ก็เคยพลาดกันทั้งนั้น และการเรียนรู้จากความผิดพลาดก็ทำให้เราแข็งแกร่งยิ่งขึ้น แต่บางสิ่งบางอย่างก็ไม่ควรที่จะพลาด เพราะสิ่งเหล่านั้นอาจจะทำให้คุณเจ็บหนักเอาได้ง่ายๆ เลยล่ะ วันนี้เราจะมาบอกคุณว่า ความผิดพลาดอะไรบ้างที่คุณควรระวัง และหลีกเลี่ยงไม่ให้มันเกิดขึ้นจะเป็นการดีที่สุด

1. ใช้เวลาร่วมกับคนเก่งๆ น้อยเกินไปจึง ผิดพลาด

การใช้เวลาร่วมกับคนนิสัยแย่ๆ นั้นเป็นสิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงอยู่แล้ว เพราะพวกเขาจะฉุดคุณลงไป ไม่ยอมให้คุณเติบโตก้าวหน้า และทำให้คุณคิดแต่เรื่องราวแย่ๆ ในทางกลับกัน การใช้เวลาร่วมกับคนที่เหมาะสม หรือคนที่ช่วยพัฒนาคุณจึงเป็นสิ่งจำเป็น เพราะฉะนั้นแล้วถ้าคุณเจอคนที่เหมาะสม ที่จะช่วยให้คุณพัฒนาตัวเองแล้วล่ะก็ จงใช้เวลาร่วมกับเขาให้เยอะๆ อย่าทำพลาดโดยการละเลยคนเหล่านี้

อย่างเช่น

  • คนที่เห็นค่าของคุณอย่างจริงใจ เคารพในความเป็นตัวคุณ ยอมรับความผิดพลาดของคุณและเข้าใจคุณ
  • เขาทำให้คุณพัฒนาตัวเอง สอนให้คุณเป็นคนที่ดีขึ้นด้วยประสบการณ์ของพวกเขา
  • คนที่เติบโตก้าวหน้าอยู่ตลอดเวลา เพราะมันจะส่งผลดีต่อคุณด้วย
  • คนที่เดินเคียงข้างคุณ ช่วยเหลือคุณ และยินดีกับความสำเร็จของคุณ
  • คนที่มองโลกในแง่ดี กระตือรือร้น และมีจิตใจที่มุ่งมั่น

ลองมองไปรอบๆ ตัวสิ ว่าคุณมีคนแบบนี้อยู่ใกล้ๆ บ้างหรือเปล่า?

2. ไม่ยอมพูดในสิ่งที่คุณอยากจะพูดจึง ผิดพลาด

เป็นเรื่องปกติที่คุณอยากจะพูดอะไรบางอย่าง แต่คนอื่นไม่อยากจะได้ยินมัน ซึ่งถ้ามันเป็นเรื่องสำคัญสำหรับคุณแล้ว มันคงจะพลาดมากถ้าคุณไม่ยอมพูดมันออกมา อย่ากลัวที่จะแสดงออกในสิ่งที่คุณเชื่อ สิ่งที่คุณต้องการ ไม่งั้นคุณอาจจะต้องเสียใจไปอีกนาน

3. ไม่ยอมทำตามเป้าหมายที่มันมีคุณค่าสำหรับคุณ

นี่อาจจะเป็นความผิดพลาดที่ยิ่งใหญ่ที่สุด คุณรู้ว่าคุณควรจะทำอะไรบางอย่างแต่คุณกลับไม่ยอมทำ คุณตั้งใจจะทำ วางแผนมันไว้อย่างดี คุณมีความมุ่งมั่น แต่สุดท้ายคุณก็ไม่ทำอยู่ดี

อย่าทำพลาดแบบนี้เลย เพราะมันจะทำให้คุณต้องเสียใจทีหลัง แต่มันก็มีวิธีช่วยนะ คุณอาจจะลองเขียนเป้าหมายของคุณไว้ก่อนในตอนกลางคืน พอตื่นเช้ามาคุณก็ทำสิ่งเหล่านั้นเลย อย่ารอช้าจนไม่ได้ทำอะไร แต่วิธีนี้ก็อาจจะไม่ได้ผลกับทุกคน คุณสามารถหาวิธีที่มันช่วยคุณได้จริง และมีประสิทธิภาพมากที่สุด จงจำไว้ว่าไม่มีอะไรแย่กว่าความฝันที่ไม่มีวันเป็นจริงเพราะคุณไม่ยอมทำอะไรเลย

4. ยอมให้คนอื่นมากำหนดโชคชะตาของคุณ

เรามักจะเผชิญหน้ากับความคาดหวังของคนอื่นอยู่เสมอ มันทำให้เรากดดัน และถูกบงการจากคนอื่นมากเกินไป คุณต้องกล้าที่จะเผชิญหน้ากับความกลัว ความกลัวที่ว่าคนอื่นจะไม่เห็นด้วยกับคุณ ความกลัวว่าคุณจะไม่ได้รับอนุญาติในสิ่งที่คุณอยากจะทำ คุณต้องกำหนดชีวิตและเส้นทางเดินของตัวเองให้ได้

แทงบอล

7 วิธี ที่จะทำให้คุณเลิกเป็นคนฟุ้งซ่าน คิดมาก ขี้กังวล

 

แน่นอนว่าตัวคุณเองรู้อยู่แล้ว ว่าการใช้เวลาเป็นชั่วโมงเพื่อตัดสินใจว่าจะเลือกกินอะไรดีในมื้อเที่ยงของวันนี้เป็นเรื่องไร้เหตุผล เช่นเดียวกับการใช้เวลานับสัปดาห์เพื่อตัดสินใจว่าจะรับข้อเสนองานชิ้นนี้ดีไหม? หรือใช้เวลาเป็นปีเพื่อคิดว่าจะแต่งงานกับแฟนคนนี้ดีรึเปล่า? คุณอาจจะคิดว่า “พอได้แล้วน่า…ตัดสินใจซะทีเถอะ” แต่พอผ่านไปแค่ไม่กี่นาที ความลังเลและความหวั่นวิตกก็เริ่มจู่โจมเข้ามาเรื่อย ๆ แม้คุณจะพยายามสร้างภูมิคุ้มกันกับความรู้สึกเหล่านี้บ้างแล้วก็ตาม ทุกคนคงเคยผ่านสถานการณ์แบบนี้มาแล้ว และมีวิธีรับมือที่ต่างกันออกไป โดยเว็บไซต์ Quora ได้มีคนไปตั้งคำถามว่า “ฉันควรแก้นิสัยคิดมากนี้ยังไงดี?” ซึ่งก็มีผู้คนมากมายที่มาแชร์วิธีของตัวเอง พร้อมกับร่วมโหวตคำตอบที่สร้างสรรค์ที่สุด และสามารถสรุปได้เป็น  7 วิธี หลัก ๆ ที่จะช่วยให้คุณเลิกเป็นคนคิดมาก ฟุ้งซ่าน และขี้กังวลได้ดังนี้

1. 7 วิธี สังเกตความคิดของตัวเอง

ส่วนสำคัญที่สุดของการทำสมาธิคือ การปล่อยให้ความคิดของคุณลอยผ่านไป แทนที่จะไปยึดติดอยู่กับมันหรือพยายามที่จะหยุดคิดมัน

การฝึกสมาธิแบบเจริญสติ (Mindfulness Meditation) เป็นสิ่งที่ช่วยให้คุณ หยุดหมกมุ่นกับเรื่องในอดีตได้ โดยให้คุณลองสังเกตการณ์ความคิดของตัวเอง แทนที่จะลงไปหมกมุ่นอยู่กับมัน

สตีฟ จอบส์ เองก็เคยอธิบายเกี่ยวกับวิธีการเช่นเดียวกันนี้ให้ วอลเตอร์ ไอแซ็กซัน ผู้เขียนชีวประวัติของเขาฟัง ดังนี้

“ลองนั่งอยู่เฉย ๆ แล้วสังเกตความคิดของตัวเองดู คุณจะรู้เลยว่าความคิดมันไร้ขอบเขตจริง ๆ และเวลาที่คุณพยายามทำให้มันนิ่ง ก็มีแต่จะแย่ลงเท่านั้น แต่จิตใจของคุณจะสงบลงเองเมื่อเวลาผ่านไปสักพัก และเมื่อจิตใจของคุณสงบแล้วมันก็จะมีที่ว่างในการรับฟังสิ่งที่ละเอียดอ่อนยิ่งขึ้น”

2. 7 วิธี เขียนความคิดของตัวเองลงไป

คิดมาก

อีกวิธีนึง ที่จะช่วยหยุดความคิดฟุ้งซ่านของคุณ ก็คือ การระบายให้กับคนที่มีมุมมองวิธีคิดแตกต่างไปจากคุณได้ฟัง หรือจะใช้วิธีเขียนระบายความคิดของตัวลงไปในกระดาษแทนก็ได้ เพราะการเขียนทำให้เราคิดอย่างเป็นระบบขึ้นมาก ถ้าคุณเก็บความคิดเหล่านั้นไว้แต่ในหัว นอกจากมันจะไปสุมกันจนเป็นภูเขาเลากา มันยังทำให้คุณวนกลับมาคิดเรื่องเดิมซ้ำอยู่อย่างนั้นไม่จบสิ้น

3. กำหนดช่วงเวลาสำหรับ “การหยุดใช้ความคิด”

การกำหนดโซน “หยุดใช้ความคิด” ช่วยห้ามไม่ให้คุณหมกมุ่นกับปัญหาอย่างใดอย่างหนึ่งมากเกินไป เช่น การไม่คิดเกี่ยวกับเรื่องยาก ๆ หลังเวลาสองทุ่มเพื่อไม่ให้มันมารบกวนเวลานอนหลับ

Amy Morin ซึ่งเป็นทั้งนักสังคมสงเคราะห์และนักเขียน ได้แนะนำวิธีที่ใกล้เคียงกันไว้ในคอลัมน์หนึ่งของ Psychology Today ว่าให้แบ่งเวลาไว้ประมาณ 20 นาทีต่อวัน สำหรับการสะท้อนความคิดของตัวเอง

“ภายในยี่สิบนาทีนี้ ปล่อยให้ตัวเองวิตกกังวล ครุ่นคิด ฟุ้งซ่านได้เต็มที่ตามต้องการ แล้วพอหมดเวลา ก็ให้เปลี่ยนไปทำสิ่งอื่นที่มีประโยชน์กว่า ถ้าคุณเริ่มคิดมากนอกช่วงเวลาที่กำหนดไว้เมื่อไหร่ ก็ให้เตือนตัวเองว่า ค่อยเอาเก็บไปคิดในช่วงเวลาที่กำหนดดีกว่า”

4. เบี่ยงเบนความคิดของตัวเอง

ฟังดูง่าย ๆ แต่ที่จริงการจดจ่อกับสองสิ่งไปพร้อมกันนี่มันยากนะ ลองออกกำลังกายหรือเล่นเกมดูเมื่อรู้ตัวว่าตนเองกำลังคิดมาก เพื่อสร้างสมดุลระหว่างอารมณ์และร่างกาย

ผู้เชี่ยวชาญหลายคนก็เห็นด้วยกับวิธีนี้ Stepher S. Ilardi ผู้เขียนหนังสือเรื่อง The Depression Cure กล่าวกับ Fox News ว่า วิธีแก้การคิดมากคือ ให้หากิจกรรมที่เบี่ยงเบนความสนใจของคุณ ซึ่งควรเป็น “กิจกรรมที่ใช้ทั้งร่างกาย ความคิด และการร่วมเล่นกับผู้อื่น เช่น เทนนิส หรือการเดินเที่ยวกับเพื่อนสักคน”

5. โฟกัสที่สิ่งที่ทำได้ในปัจจุบัน

อีกหนึ่งวิธีแก้นิสัยคิดมากก็คือ เลิกคิดแล้วลงมือทำ อย่าไปโฟกัสในสิ่งที่คุณต้องทำ สิ่งที่ยังไม่ได้ทำ หรือแม้แต่สิ่งที่เกิดขึ้นรอบตัว แต่ให้พุ่งความสนใจไปในที่สิ่งที่สามารถทำได้ในปัจจุบันก็พอ ไม่ว่าจะใหญ่หรือเล็กแค่ไหนก็ตาม แล้วก็ลงมือทำมันซะ

Bob Migliani ผู้เขียนหนังสือเรื่อง Embrace of the Chaos เขียนลงในหนังสือพิมพ์ The Huffington Post ว่า เขามักจะเปลี่ยนความกังวลใจเกี่ยวกับอนาคตให้กลายเป็นการกระทำที่จับต้องได้ “ทุกครั้งที่ผมเริ่มกังวลในเรื่องที่ยังมาไม่ถึง ผมจะลุกจากที่ที่นั่งอยู่ เดินไปที่คอมพิวเตอร์และลงมือเขียนหนังสือของผมต่อ” เขากล่าว

6. เคารพความคิดเห็นของตัวเอง

เหตุที่คุณยังคงคิดมากจนไม่ยอมตัดสินใจ ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะคุณไม่เชื่อว่าตัวเองจะตัดสินใจเลือกสิ่งที่ถูกต้อง จงเรียนรู้ที่จะเคารพความคิดเห็นของตัวเอง ยิ่งคิดมากเท่าไหร่ คุณก็จะยิ่งลังเลในความคิดของตัวเองมากเท่านั้น

7. 7 วิธี คุณสามารถเปลี่ยนแปลงการตัดสินใจที่ผิดพลาดได้

เป็นเรื่องปกติที่จะกังวลว่าคุณเลือกงานผิด แต่งงานกับคนที่ไม่ใช่สำหรับตัวเอง หรือแม้แต่ขับรถกลับบ้านผิดทาง แต่ความผิดพลาดก็ไม่ได้นำไปสู่หายนะเสมอไป แถมยังเป็นโอกาสให้ได้เรียนรู้และเติบโตขึ้นด้วย

นักข่าวชื่อดัง Kathryn Schulz เคยขึ้นไปพูดบนเวที TED Talk เธอกล่าวว่า

“การตระหนักได้ว่าตัวเองทำอะไรพลาด แล้วปรับมุมมองการมองโลกใหม่ได้ จะเป็นจุดเริ่มต้นของความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรมใหม่ๆ”

“การคิดมากมักเป็นเพราะคุณคิดว่ามันเป็นการตัดสินใจครั้งสุดท้ายของคุณ เปลี่ยนแปลงไม่ได้และต้องถูกต้องเท่านั้น ซึ่งจริงๆ แล้ว คุณไม่ต้องกังวลกับความผิดพลาดเลย และให้เข้าใจไว้ว่าความคิดเห็นหรือความรู้ของคุณนั้นมันเปลี่ยนแปลงได้เสมอตามกาลเวลา แล้วคุณจะรู้สึกสงบและเป็นอิสระจากภายในอย่างแท้จริง”

แทงบอล

 

5 ไลฟ์สไตล์ ของ “คนยุคใหม่” ที่ช่วยสร้างค่านิยมดีๆ ให้กับคุณ

รูปแบบการใช้ชีวิต นับว่าเป็นศิลปะอย่างหนึ่งของมนุษย์ เมื่อสภาพแวดล้อม ธุรกิจ เทคโนโลยี และกระแสสังคมได้เปลี่ยนแปลงไป รูปแบบการใช้ชีวิตใหม่ๆ ก็จะเกิดขึ้นตามมา โดยความหมายที่แท้จริงของคำว่า ‘ไลฟ์สไตล์’ นั้นก็คือ การที่คุณเลือกจะปรับตัวอยู่กับปัจจุบันพร้อมกับการมีประสบการณ์ชีวิตอันแสนมีค่านั่นเอง

โดยวันนี้เรามี 5 ไลฟ์สไตล์ของคน ‘ยุคใหม่’ ที่กำลังเปลี่ยนแปลงไปจากคนยุคก่อนๆ แถมยังช่วยสร้างค่านิยมดีๆ ให้คุณได้อีกด้วยนะ จะมีอะไรบ้างนั้น…ต้องไปชมกัน!

1. ไลฟ์สไตล์ หันมานิยมอาหารสุขภาพ (อาหารคลีน)

เมื่อเทรนด์รักสุขภาพก้าวเข้ามา อาหารสุขภาพหรืออาหารคลีนนั้นจึงไม่ได้เป็นอาหารสำหรับคนที่ไดเอทหรือลดน้ำหนักอีกต่อไป แต่กลับกลายเป็นอาหารหลักของคนยุคใหม่ที่ต้องการใช้ชีวิตอย่างมีคุณค่าและปลอดภัยต่อสิ่งปรุงแต่งต่างๆ ที่มากเกินพอดี หลายคนมองว่าอาหารคลีนนั้นรสชาติจืดชืด ไม่อร่อย แต่ทว่าปัจจุบัน ทางสื่อสังคมออนไลน์ก็มีการแบ่งปันสูตรลับต่างๆ มากมายในการทำอาหารคลีนให้อร่อยกันแล้ว แถมมีคุณค่าโภชนาการครบถ้วนอีกด้วยนะ

2หันมาซื้อสินค้าทางออนไลน์

แต่ก่อนเราอาจชอบช้อปปิ้งซื้อของต่างๆ ตามห้างสรรพสินค้า ตามซุปเปอร์มาเก็ต หรือแม้แต่ตลาดนัด แต่พอโลกหมุนไปข้างหน้า ด้วยสภาพแวดล้อมที่คนแออัดกันมากขึ้น จึงทำให้ต้องเสียทั้งเวลาและเงินทองไปกับเดินทางมากขึ้นเช่นเดียวกัน สินค้าออนไลน์จึงเป็นทางเลือกหนึ่งที่ตอบโจทย์คนยุคใหม่ ช่วยลดปัญหาต่างๆ ออกไปได้มาก ซึ่งปัจจุบันห้างสรรพสินค้า ร้านค้า ซุปเปอร์มาเก็ต ก็ต่างหันมาทำออนไลน์ช้อปปิ้งกันหมดแล้ว เรียกได้ว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่คุณต้องการสามารถเลือกซื้อได้ง่ายๆ จากสมาร์ทโฟน ช่วยให้คุณประหยัดทั้งเวลาและค่าเสียโอกาสต่างๆ ได้มากทีเดียว

3รวมกลุ่มกันเพื่อทำงานอดิเรกที่ชอบ

ในยุคที่โซเชียลมีเดียเชื่อมโยงเครือข่ายสังคมเข้าด้วยกัน เหล่าคนที่ชอบทำอะไรคล้ายๆ กัน ก็จะนัดรวมกลุ่มเพื่อทำกิจกรรมอีเว้นท์ต่างๆ ร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็น กลุ่มคนรักการวิ่ง กลุ่มทัวร์ริ่ง กลุ่มคนรักการปั่น กลุ่มคนรักการถ่ายรูป หรือแม้แต่กลุ่มที่สนใจในธรรมะ ซึ่งการได้ทำงานอดิเรกที่ชอบร่วมกันนั้นช่วยให้เราสามารถใช้เวลาที่มีอย่างคุ้มค่ามากทีเดียว ดังนั้น หากคุณชอบทำอะไรก็ตาม ลองหากลุ่มที่สนใจอะไรคล้ายๆ คุณดูสิ ไม่แน่ว่าคุณอาจมีความสามารถด้านอื่นที่คาดไม่ถึงแฝงอยู่ก็ได้นะ

4. ไลฟ์สไตล์  ใช้ชีวิตเต็มที่ทุกขณะ (Work Hard Play Hard)

คนยุคก่อนเป็นยุคที่ทำงานหนัก พอได้พักสักทีก็ไม่อยากออกไปไหนแล้ว แต่ทว่าคนยุคนี้กลับต่างออกไป เพราะไม่ว่าจะไปทำงานหรือพักผ่อน คนเหล่านี้ต่างก็เต็มที่ให้กับสิ่งที่ทำเสมอ เมื่อถึงวันหยุดวันพักผ่อนคุณจะสังเกตได้ว่าคนสมัยนี้หันมาทำกิจกรรมที่มีคุณค่ากับตนเองมากขึ้น แม้จะมีเวลาพักแค่สั้นๆ ก็ตามที ทั้งการออกเดินทางท่องเที่ยวตามสถานที่ต่างๆ ที่ไม่เคยได้เห็น หรือแม้แต่ออกไปเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ มากมายที่ไม่เคยได้ลอง

5ไม่จำเป็นต้องมีบ้านหลังโต ก็พักอยู่ใจกลางเมืองได้สบายๆ

สมัยก่อนทุกคนล้วนเฝ้าฝันว่าต้องมีบ้านหลังงาม มีสนามหญ้าสวยๆ ตั้งอยู่ใจกลางเมืองใหญ่ แต่ทว่าปัจจุบัน ราคาที่ดินอันสูงลิ่วขนาดนี้ ก็ทำให้ความฝันการมีบ้านในเมืองใหญ่ของใครหลายคนนั้นเป็นเรื่องยากเข้าไปทุกที ดังนั้นการพักผ่อนของคนยุคใหม่สมัยนี้จึงไม่ได้โฟกัสว่าพวกเขาต้องมีบ้านใจกลางเมืองอีกต่อไป ขอแค่เพียงมีที่พักอย่างเช่น คอนโดดีๆ สักห้อง ที่ตอบสนองทุกความต้องการของพวกเขาได้ ทำเลที่ตั้งอยู่ใจกลางเมือง ราคาที่จับต้องได้ สามารถเดินทางไปไหนมาไหนสะดวกรวดเร็ว และมีพื้นที่สีเขียวให้ได้พักกายพักใจบ้าง เท่านี้ก็นับว่าเพียงพอแล้ว อย่าง Life Asoke – Rama 9 คอนโดใหม่ที่กำลังจะเปิดตัวในต้นเดือนพฤศจิกายนนี้ ที่ตอบโจทย์ครบทุกความต้องการของคนยุคใหม่ได้เป็นอย่างดี

แทงบอล

4 ทริคแต่งตัวไป เกาหลี หน้าหนาว สไตล์ Minimal

 

ช่วงปลายปีนี้ เพื่อนๆหลายคนคงกำลังวางแผนหาเสื้อผ้าไว้สำหรับเเพลนเที่ยว เกาหลี หนึ่งในประเทศยอดฮิตที่เป็นจุดหมายของใครหลายๆคน ซึ่งหน้าหนาวเกาหลีจะอยู่ช่วงประมาณธันวาคม – มีนาคม ของทุกปี อุณหภูมิจะประมาณ 0 องศา หากปีไหนหนาวมากๆ จะลดลงต่ำไปถึง -10 องศาเลย เราเลยรวบรวมไอเดียการเเต่งตัวไปเกาหลีหน้าหนาว ตามสไตล์สาวเกาหลี ซึ่งลุคการเเต่งตัวที่มาเเรงที่สุดเเห่งปี คงหนีไม่พ้นสไตล์การเเต่งตัวเเบบ Minimal น้อยเเต่มาก เรียบเเต่ดูดี จะเเต่งตัวไปเกาหลี อย่างไรให้ปังไปดูกันเลย

TRICK 1 OVER COAT มิกซ์เเอนด์เเมทกับกางเกงยีนส์ Minimal สุดๆ

เทรนด์เเต่งตัวด้วยชุดยีนส์สไตล์มินิมอลกำลังมาเเรง เพียงคุณใส่เเมทยีนส์กับเสื้อที่ให้ความอบอุ่นคุณได้อย่างเสื้อ Heat Tech เเละหาเสื้อ OVER COAT ตัวยาว มาเเมทต์ตามสไตล์การเเต่งตัวของคุณได้หลากหลาย

  • เเต่งตัวธีมยีนส์สีน้ำเงินเข้ม ตัดกับ OVER COAT ตัวยาวสีน้ำตาลเอิร์ธโทนได้ลุคสาวมินิมอล คูลๆ

4 ทริคแต่งตัวไปเกาหลีหน้าหนาว สไตล์ Minimal

  • ใครสายซอฟๆ ชอบลุคคลีน ลองหา OVER COAT ตัวยาวสีอ่อนๆ เเต่ดูไม่หวานมากมาใส่ดู จะได้ลุคที่แปลกตาไปอีกเเบบ

4 ทริคแต่งตัวไปเกาหลีหน้าหนาว สไตล์ Minimal

  • ส่วนใครเป็นสายเปรี้ยว สายเฉี่ยวเรียบๆไม่ชอบ ชอบลายๆ ต้องลุคนี้เลย เเค่เสื้อ OVER COAT เเบบมีลูกเล่น ทำให้ได้ลุคไม่น่าเบื่อเเล้ว

4 ทริคแต่งตัวไปเกาหลีหน้าหนาว สไตล์ Minimal 4 ทริคแต่งตัวไปเกาหลีหน้าหนาว สไตล์ Minimal

TRICK 2 PADDING ไอเท็มต้องมี กันหนาวดี เเต่งได้หลายลุค Minimal สุดๆ

ประเทศเกาหลีในช่วงหน้าหนาว อุณหภูมิต่ำสุดจะถึงขั้นติดลบเลยก็ว่าได้ ไอเท็มที่เหมาะกับการเเต่งตัวไปเกาหลีสู้อากาศหนาวจัด ก็คือ Padding หรือเสื้อเเหนม/เสื้อมิชลิน นั่นเอง บางคนกังวลว่าใส่ Padding เเล้วจะไม่สวย หรือใหญ่เทอะทะ ลองเอาไอเดียนี้ไปปรับใช้กันค่ะ

  • อย่างเเรก เสื้อตัวด้านในที่ใส่ ควรเป็นชุดพอดีตัว เเละมีความทะมัดทะเเมง เเนะนำใส่เป็นเสื้อคอเต่าด้านในเเละคลุมทับด้วย Padding เท่านี้ก็ได้ลุคชิคๆเเล้ว

     PADDING กันหนาวPADDING กันหนาว

  • หากช่วงที่ดูเเล้วอากาศไม่หนาวมาก ไม่ถึงขั้นติดลบ อาจจะใส่ Padding คู่กับชุดกระโปรงท้าลมหนาวไปเลย ได้ลุคสาวหวานๆท่ามกลางอากาศหนาวๆไปอีกเเบบ รับรองถ่ายรูปออกมาสวยเเน่นอน เเต่ถ้าอากาศหนาวมากๆเเล้วอยากใส่กระโปรง ลองหาถุงน่องกันหนาวสีเรียบๆมาใส่รับรองเอาอยู่ชัวร์PADDING กันหนาวPADDING กันหนาว
  • ส่วนใครเป็นสายชอบเเต่งเเบบอลังหน่อย ชอบความใหญ่ เเนะนำลองหา Padding ที่มีฮู้ดขนเฟอร์ๆ ดูหนาๆ เล่นใหญ่ เอาไว้ใส่ถ่ายรูปลงโซเชียล ก็เริ่ดอยู่นะจ้ะ

PADDING ขนเฟอร์

TRICK 3 เสื้อคลุมขนเฟอร์เพิ่มลุคเเพง 

     เสื้อคลุมขนเฟอร์ ไอเท็มมาเเรงสำหรับสาวๆ ในการเลือกหยิบใส่กระเป๋าเดินทางไปเที่ยวเกาหลีด้วย ใส่เเล้วจะได้ลุคสนุกสนาน มีลูกเล่นดูเเพง ไฮโซขึ้นมาทันที เเมทช์ง่ายเเถมได้ความอบอุ่นอีกด้วย

เสื้อคลุมขนเฟอร์ เสื้อคลุมขนเฟอร์

TRICK 4 Accessories จัดเต็มไว้ก่อน Minimal สุดๆ

นอกจากเราจะจัดเต็มกับเสื้อผ้า หน้าผมเเล้ว Accessories ก็จำเป็นไม่เเพ้กัน เพราะสามารถใช้เป็นพร๊อพในการถ่ายรูปได้ด้วย ทำให้ลุคดูโดดเด่นขึ้นมาได้อีก

  • หมวกไหมพรม ให้ฟีลหนาวๆ สาวเกาหลีสุด

หมวกไหมพรม

  • หมวกทรง Beret ได้ลุคสาวขี้เล่น น่ารักๆ ท่ามกลางอากาศหนาว

    หมวกทรง Beret

  • ถุงมือห้ามลืม! ช่วยกันหนาวได้ เเถมครีเอทลุคให้ดุอินเตอร์สุด

ถุงมือกันหนาว

แทงบอล

ไลฟ์สไตล์ให้ชีวิตมีความสุข สุขจิตดีขึ้นเท่าตัว

 

เมื่อรู้แล้วว่าความสุขคืออะไร คำถามยอดฮิตเกี่ยวกับ ความสุข ต่อมา ก็คือ “เงินซื้อความสุขได้หรือไม่” หลายคนเชื่อว่า ความรวยและการอยู่ดีกินดีทำให้เรามีความสุขได้ จึงทำงานหนักเก็บเงินสร้างฐานะ แต่นักจิตวิทยาได้ศึกษาพบว่า เมื่อเรามีสิ่งต่าง ๆ ที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตแล้ว ความร่ำรวยหรือเงินเดือนที่สูงเกินจำเป็น ไม่ได้ทำให้คนเรามีความสุขมากตามไปด้วย ถึงแม้ว่าคุณจะรวยติดอันดับมหาเศรษฐีร้อยคนแรกของอเมริกา การศึกษาก็พบว่าคนเหล่านี้มี ความสุข มากกว่าคนทั่วไปเพียงเล็กน้อยเท่านั้น หรือในคนที่ได้ขึ้นเงินเดือน เทียบกับคนที่ไม่ได้ขึ้นเงินเดือนเลย คน 2 กลุ่มนี้ก็มีความสุขไม่ต่างกัน ดังนั้น ความร่ำรวยก็เหมือนการมีสุขภาพดี นั่นคือถ้าบกพร่องหรือยากจนแล้ว จะทำให้เราเกิดทุกข์ได้ แต่การรวยมากหรือสุขภาพดีมาก ก็ไม่ได้รับประกันว่าเราจะมีความสุขมากเสมอไป

ไลฟ์สไตล์ที่ให้ชีวิตมี ความสุข

การจะใช้ชีวิตอย่างมีความสุข เราต้องปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์ให้ฝึกมองโลกในแง่ดี  แล้วเราจะพบว่า  สุขภาพจิตดี  ก็คือ  สุขภาพความคิดที่ดี  เรามีวิธีการในการใช้ชีวิตให้มีความสุข  สำหรับคนที่อยากจะเปลี่ยนตัวเอง

1).  รู้จักฟังให้ดี  โอกาสทองบางทีมันก็มาถึงแบบแว่วๆ เท่านั้น

2).  หยุดอ่านสถานที่ทางประวัติศาสตร์ซึ่งอยู่ริมทางเสียบาง

3).  จะคิดการใด  จะคิดการให้ใหญ่ๆ เข้าไว้แต่เติมความสุขสนุกสนานลงไปด้วย

4). หัดทำสิ่งดีๆ ให้กับผู้อื่นจนเป็นนิสัย  โดยไม่จำเป็นต้องให้เขารับรู้

5).  จำไว้ว่าข่าวทุกชนิด  ล้วนถูกบิดเบือนมาแล้วทั้งนี้

6).  ใครจะวิจารณ์เราอย่างไรก็ช่าง  ไม่ต้องเสียเวลาโต้ตอบ

7).   ให้โอกาสผู้อื่นเป็นครั้งที่ 2

8).   ทำตัวให้สบายอย่าคิดมาก  อะไรๆมันก็ไม่สำคัญอย่างที่คิดไว้ที่แรกซะทุกที

9).   ใช้เวลาให้น้อยในคิดว่า “ใครผิด”  แต่ใช้เวลาให้มากในการคิดว่า อะไรคือสิ่งที่ถูก

10).    คิดอะไรให้รอบคอบก่อนจะให้เพื่อนต้องมีภาระในการรักษาความลับ

11).    เมื่อมีคนสวมกอดคุณ  ด้วยความรักและความยินดี  ให้เขาเป็นฝ่ายปล่อยก่อน

12).    ยอมที่จะแพ้สงครามย่อยๆ หากแพ้นั้นจะทำให้เราชนะสงครามใหญ่ๆ

13).    เป็นคนถ่อมตัวบาง

14).    ไม่ว่าจะตกอยู่ในสถานการณ์เลวร้ายเพียงใด…สุขุมเยือกเย็นเข้าไว้

15).     อย่าพูดว่ามีเวลาไม่พอ  เพราะเวลาที่คุณมีมันก็คือ  24 ชั่วโมงต่อวันเท่ากับคนอื่นๆ

16).     เป็นคนใจกล้าและเด็จเดี่ยว  เมื่อเหลียวกับไปดูอดีต  เราจะเสียใจในสิ่งที่อยากทำแล้วไม่ดีทำมากกว่าเสียใจในสิ่งที่ทำไปแล้ว

17).      ประเมินด้วยมาตรฐานของตัวเอง  ไม่ใช่มาตรฐานของคนอื่น

18).     จริงจังและเคี้ยวเข็นต่อตนเอง  แต่อ่อนโยนและผ่อนปรนต่อผู้อื่น

19).     ความคิดดีบางทีอาจมาจากบุคคลที่มีความคิดอยู่เพียงผู้เดียว  แต่ไอเดียดีๆใหม่ๆ และยิ่งใหญ่จนสามารถเปลี่ยนแปลงโลกได้หลายครั้งก็มาจากผู้อื่นได้มีส่วนออกความเห็นร่วมกับเราบ้าง

20).    คงไว้ซึ่งความเป็นคนเปิดเผย  อ่อนโยน และอยากรู้อยากเห็นแบบเด็กๆบ้าง

21).     คำนึงการมีชีวิตให้  “กว้างขว้าง” มากกว่าการมีชีวิตที่ “ยืนยาว”

22).     มีมรรยาทและให้เกียรติกับคนที่สูงวัยกว่าเสมอ   คนมองโลกในแง่ดี   จะมีความสุข   และจะก้าวผ่านช่วงต่างๆ   ในชีวิตไปได้   อยากไม่รู้สึกว่าเป็นเรื่องหนักหนาเกินกว่าจะรับมือไหว

23).     ทำในสิ่งทีตัวเองชอบ อยู่กับสิ่งที่เรารัก

24).     Work Life Balance ใช้ชีวิตให้มีความสุข และแบ่งเวลาให้พอดี ทำงานคือทำงาน พักผ่อนคือพักผ่อน ให้พอดีกัน

แทงบอล

ไลฟ์สไตล์ให้ชีวิตมีความสุข สุขจิตดีขึ้นเท่าตัว

เมื่อรู้แล้วว่าความสุขคืออะไร คำถามยอดฮิตเกี่ยวกับ ความสุข ต่อมา ก็คือ “เงินซื้อความสุขได้หรือไม่” หลายคนเชื่อว่า ความรวยและการอยู่ดีกินดีทำให้เรามีความสุขได้ จึงทำงานหนักเก็บเงินสร้างฐานะ แต่นักจิตวิทยาได้ศึกษาพบว่า เมื่อเรามีสิ่งต่าง ๆ ที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตแล้ว ความร่ำรวยหรือเงินเดือนที่สูงเกินจำเป็น ไม่ได้ทำให้คนเรามีความสุขมากตามไปด้วย ถึงแม้ว่าคุณจะรวยติดอันดับมหาเศรษฐีร้อยคนแรกของอเมริกา การศึกษาก็พบว่าคนเหล่านี้มีความสุขมากกว่าคนทั่วไปเพียงเล็กน้อยเท่านั้น หรือในคนที่ได้ขึ้นเงินเดือน เทียบกับคนที่ไม่ได้ขึ้นเงินเดือนเลย คน 2 กลุ่มนี้ก็มีความสุขไม่ต่างกัน ดังนั้น ความร่ำรวยก็เหมือนการมีสุขภาพดี นั่นคือถ้าบกพร่องหรือยากจนแล้ว จะทำให้เราเกิดทุกข์ได้ แต่การรวยมากหรือสุขภาพดีมาก ก็ไม่ได้รับประกันว่าเราจะมีความสุขมากเสมอไป

ไลฟ์สไตล์ที่ให้ชีวิตมี ความสุข

การจะใช้ชีวิตอย่างมีความสุข เราต้องปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์ให้ฝึกมองโลกในแง่ดี  แล้วเราจะพบว่า  สุขภาพจิตดี  ก็คือ  สุขภาพความคิดที่ดี  เรามีวิธีการในการใช้ชีวิตให้มีความสุข  สำหรับคนที่อยากจะเปลี่ยนตัวเอง

1).  รู้จักฟังให้ดี  โอกาสทองบางทีมันก็มาถึงแบบแว่วๆ เท่านั้น

2).  หยุดอ่านสถานที่ทางประวัติศาสตร์ซึ่งอยู่ริมทางเสียบาง

3).  จะคิดการใด  จะคิดการให้ใหญ่ๆ เข้าไว้แต่เติมความสุขสนุกสนานลงไปด้วย

4). หัดทำสิ่งดีๆ ให้กับผู้อื่นจนเป็นนิสัย  โดยไม่จำเป็นต้องให้เขารับรู้

5).  จำไว้ว่าข่าวทุกชนิด  ล้วนถูกบิดเบือนมาแล้วทั้งนี้

6).  ใครจะวิจารณ์เราอย่างไรก็ช่าง  ไม่ต้องเสียเวลาโต้ตอบ

7).   ให้โอกาสผู้อื่นเป็นครั้งที่ 2

8).   ทำตัวให้สบายอย่าคิดมาก  อะไรๆมันก็ไม่สำคัญอย่างที่คิดไว้ที่แรกซะทุกที

9).   ใช้เวลาให้น้อยในคิดว่า “ใครผิด”  แต่ใช้เวลาให้มากในการคิดว่า อะไรคือสิ่งที่ถูก

10).    คิดอะไรให้รอบคอบก่อนจะให้เพื่อนต้องมีภาระในการรักษาความลับ

11).    เมื่อมีคนสวมกอดคุณ  ด้วยความรักและความยินดี  ให้เขาเป็นฝ่ายปล่อยก่อน

12).    ยอมที่จะแพ้สงครามย่อยๆ หากแพ้นั้นจะทำให้เราชนะสงครามใหญ่ๆ

13).    เป็นคนถ่อมตัวบาง

14).    ไม่ว่าจะตกอยู่ในสถานการณ์เลวร้ายเพียงใด…สุขุมเยือกเย็นเข้าไว้

15).     อย่าพูดว่ามีเวลาไม่พอ  เพราะเวลาที่คุณมีมันก็คือ  24 ชั่วโมงต่อวันเท่ากับคนอื่นๆ

16).     เป็นคนใจกล้าและเด็จเดี่ยว  เมื่อเหลียวกับไปดูอดีต  เราจะเสียใจในสิ่งที่อยากทำแล้วไม่ดีทำมากกว่าเสียใจในสิ่งที่ทำไปแล้ว

17).      ประเมินด้วยมาตรฐานของตัวเอง  ไม่ใช่มาตรฐานของคนอื่น

18).     จริงจังและเคี้ยวเข็นต่อตนเอง  แต่อ่อนโยนและผ่อนปรนต่อผู้อื่น

19).     ความคิดดีบางทีอาจมาจากบุคคลที่มีความคิดอยู่เพียงผู้เดียว  แต่ไอเดียดีๆใหม่ๆ และยิ่งใหญ่จนสามารถเปลี่ยนแปลงโลกได้หลายครั้งก็มาจากผู้อื่นได้มีส่วนออกความเห็นร่วมกับเราบ้าง

20).    คงไว้ซึ่งความเป็นคนเปิดเผย  อ่อนโยน และอยากรู้อยากเห็นแบบเด็กๆบ้าง

21).     คำนึงการมีชีวิตให้  “กว้างขว้าง” มากกว่าการมีชีวิตที่ “ยืนยาว”

22).     มีมรรยาทและให้เกียรติกับคนที่สูงวัยกว่าเสมอ   คนมองโลกในแง่ดี   จะมีความสุข   และจะก้าวผ่านช่วงต่างๆ   ในชีวิตไปได้   อยากไม่รู้สึกว่าเป็นเรื่องหนักหนาเกินกว่าจะรับมือไหว

23).     ทำในสิ่งทีตัวเองชอบ อยู่กับสิ่งที่เรารัก

24).     Work Life Balance ใช้ชีวิตให้มีความสุข และแบ่งเวลาให้พอดี ทำงานคือทำงาน พักผ่อนคือพักผ่อน ให้พอดีกัน

แทงบอล

ชี้เป้าจุดหมายปลายทางสุดฮิปสำหรับ ผู้หญิง ไปคนเดียวก็เที่ยวได้!

แนะนำ 3 จุดหมายปลายทางสุดฮิปตั้งแต่เมืองแห่งประวัติศาสตร์อย่างโคลัมโบ ไปจนถึงอาคารสไตล์ชิโน-โปรตุกีสของจอร์จทาวน์ เพอร์เฟ็คสำหรับ ผู้หญิง ที่กำลังวางแผนออกสำรวจโลกในสไตล์ของตนเอง

สถิติการท่องเที่ยวในช่วงปีที่ผ่านมา จำนวน ผู้หญิง ที่ออกเดินทางคนเดียวพุ่งสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ โดยส่วนมากเป็นการเดินทางไปยังสถานที่ที่ยังไม่ค่อยมีคนไปมากนัก กล่าวได้ว่าการเดินทางไปยังสถานที่ที่ไม่คุ้นเคยรวมถึงการเอาตัวรอดสถานการณ์ที่ไม่คาดคิด โดยไม่มีเพื่อนหรือคนรอบข้างคอยช่วยเหลือ ถือเป็นประสบการณ์ที่ทำให้ผู้หญิงอย่างเรารู้สึกมีพลังและความมั่นใจมากยิ่งขึ้น ในขณะเดียวกัน การเดินทางคนเดียวยังเปิดโอกาสให้เราสามารถวางแผนการเดินทางโดยไม่ต้องตามใจใครนอกจากตัวเราเอง จึงนับเป็นการปลดปล่อยและให้ความรู้สึกอิสระอย่างไม่น่าเชื่อ

สำหรับมือใหม่ การเดินทางท่องเที่ยวคนเดียวอาจจะฟังดูน่ากลัวอยู่บ้าง แต่ถ้าเราหาข้อมูล วางแผน และรู้จักระมัดระวังตัวแล้วละก็ การออกเดินทางคนเดียวอาจจะกลายเป็นประสบการณ์ครั้งสำคัญที่เปลี่ยนแปลงชีวิตเราไปตลอดเลยก็ได้ เมื่อกล่าวถึงจุดหมายปลายทางยอดนิยมสำหรับผู้หญิง ก็คงจะหนีไม่พ้นประเทศในทวีปยุโรปและอเมริกา ในอย่างไรก็ตาม ยังมีจุดหมายปลายทางในเอเชียอีกหลายแห่งที่รอให้สาวๆที่มีใจรักการผจญภัยค้นพบ วันนี้เราได้คัดเลือกจุดหมายปลายทางเก๋ๆ 3 แห่ง ในเอเชียที่เหมาะแก่สาวๆ ที่อยากจะออกไปเปิดประสบการณ์และสัมผัสโลกในสไตล์ของตนเอง

โคลัมโบ และแคนดี้ ศรีลังกา ดินแดนสวรรค์ของคน ผู้หญิง รักความสงบ

หลายคนอาจจะรู้สึกไม่มั่นใจกับการไปเที่ยวศรีลังกาในช่วงนี้ อย่างไรก็ตาม ขณะนี้นับเป็นหนึ่งในช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการสนับสนุนประเทศอันทรงเสน่ห์อย่างศรีลังกาซึ่งกำลังอยู่ในระยะเวลาแห่งการฟื้นตัว จำนวนคนไปเที่ยวอาจจะลดลง แต่ผู้คนและสถานที่ท่องเที่ยงก็ยังคงมีเสน่ห์เหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง ลองใช้เวลาสองสามวันสำรวจโคลัมโบ เมืองท่า  ทางประวัติศาสตร์ที่เต็มไปด้วยความสดใส มีชีวิตชีวา พร้อมสัมผัสบรรยากาศสบายๆที่อบอวลไปด้วยกลิ่นอายจากอดีต ผสมผสานกับสีสันอันทรงเสน่ห์ของเมืองสมัยใหม่อย่างกลมกล่อม สำหรับสาวๆที่กำลังมองหาจุดหมายปลายทางอันเงียบสงบ แคนดี้ น่าจะเป็นอีกตัวเลือกที่เหมาะสม แคนดี้เคยเป็นเมืองหลวงของเหล่าราชาในอดีต และนับเป็นเมืองที่มีความสำคัญทางวัฒธรรมและศาสนาที่สุดของศรีลังกาในปัจจุบัน สาวๆ อาจจะแวะไปเก็บใบชาพร้อมเรียนรู้ศิลปะเกี่ยวกับชาที่ไร่ชา เดินทางไปสักการะองค์พระบรมสารีริกธาตุ ณ วัดพระธาตุเขี้ยวแก้ว หรือออกสำรวจเทือกเขาอันเขียวชอุ่ม เพื่อสูดอากาศให้เต็มปอดก่อนจะผ่อนลมหายใจ และสัมผัสประสบการณ์อันเป็นหนึ่งเดียวกันกับธรรมชาติและตัวเอง ท่ามกลางเทือกเขาที่ปกคลุมไปด้วยม่านหมอกสีขาวนวลตา

ด้วยทำเลที่ตั้งที่อยู่ห่างจากถนนกอลล์และตัวเมืองเพียง 5 นาทีและ 15 นาทีตามลำดับ ทำให้โอโซ่ โคลัมโบ นับเป็นตัวเลือกด้านที่พักที่เหมาะสำหรับผู้ที่อยากจะออกสำรวจเมืองโคลัมโบอันเต็มไปด้วยความมีชีวิตชีวา และวัฒนธรรมหลากหลายรูปแบบ อีกทั้งยังมอบวิวทะเลแบบสวยๆ แบบพาโนรามาให้แก่ผู้เข้าพักอีกด้วย

สำหรับผู้ที่สนใจสำรวจเทือกเขาอันเขียวชะอุ่ม ไร่ชา และศิลปะวัฒนธรรมอันเก่าแก่ของเมืองแคนดี้ โอโซ่ แคนดี้ นับเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมเพราะมีทำเลที่ตั้งอยู่ริมทะเลสาบ ณ ใจกลางเมืองแคนดี้ ค้นพบมนต์เสน่ห์ของศรีลังกา ที่โอโซ่ โคลัมโบ และโอโซ่ แคนดี้

ภูเก็ต ไทย

หากคุณกำลังมองหาจุดหมายปลายทางที่เหมาะแก่การเดินทางมาเพื่อผ่อนคลายและผจญภัยในเวลาเดียวกัน ภูเก็ตก็เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจทีเดียว เพราะไม่ว่าคุณจะมองหาวันหยุดริมทะเลที่คุณจะได่เดินทอดน่องบนหาดทรายขาวสะอาด และนั่งชิลล์ที่คาเฟ่ริมหาด หรือวันหยุดสุดมันส์ที่อัดแน่นไปด้วยกิจกรรมสนุกๆริมทะเลทั้งในช่วงกลางวันและยามค่ำคืน   ภูเก็ตสามารถตอบได้ทั้งสองโจทย์ เริ่มจากการออกสำรวจหาดทรายและท้องทะเลอันงดงามทางฝั่งตะวันตกของเกาะ ที่ซึ่งเวลาดูจะเคลื่อนช้าและพระอาทิตย์ส่องแสงตลอดวัน ก่อนจะเปลี่ยนบรรยากาศด้วยการข้ามไปยังฝั่งตะวันออกของเกาะเพื่อสำรวจคาเฟ่เก๋ๆ และบาร์ฮิปๆ ที่คนท้องถื่นชื่นชอบ การเดินทางในภูเก็ตนับว่าง่ายกว่าที่คิด คุณสามารถกระโดดขึ้นตุ๊กตุ๊กหรือเรียกแท๊กซี่เพื่อเดินทางไปไหนมาไหนได้โดยสะดวก หรือแม้แต่เช่ามอเตอร์ไซค์พร้อมหมวกกันน็อคแล้วออกสำรวจเกาะด้วยตนเอง

หาดกะตะเป็นหนึ่งในหาดของที่สวยที่สุดของภูเก็ต ที่รอให้คุณมาเที่ยวและตกหลุมรัก นอกจากความงดงามของแสงแดด ท้องทะเล และหาดทรายขาวละเอียดแล้ว การท่องเที่ยวในพื้นที่เมืองกะตะก็เป็นอีกหนึ่งประสบการณ์ที่น่าค้นหา เพราะเป็นโอกาสดีที่จะได้เติมเต็มช่วงเวลาของวันหยุดพักผ่อนอันแสนประทับใจ ด้วยสถานที่ตั้งซึ่งอยู่บนถนนสายหลักใจกลางกะตะ ทำให้โอโซ่ ภูเก็ต นับเป็นตัวเลือกด้านที่พักอันเหมาะสมสำหรับการออกสำรวจสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ บนเกาะภูเก็ต

ปีนัง มาเลเซีย ดินแดนของ ผู้หญิง ที่ รักอาหาร

ปีนังนับว่าเป็นจุดหมายปลายทางที่มีความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว โดดเด่นด้วยอาคารบ้านเรือนสีสันสดใส สตรีทฟู้ดแสนอร่อย เส้นทางเดินชมธรรมชาติอันเขียวขจี และหาดทรายสีทอง จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจที่ปีนังได้รับการขนานนามว่าเป็น “ไข่มุกแห่งดินแดนภาคตะวันออก” หากพูดถึงจอร์จทาวน์ เมืองหลวงของเกาะปีนัง ซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนให้เป็นเมืองมรดกโลกโดยองค์การยูเนสโก หลายคนคงจะนึกถึงสถาปัตยกรรมอันงดงามที่หลงเหลือมาจากยุคการปกครองของอังกฤษ ร้านค้าโบราณและวัดเก่าแก่ รวมไปถึงแกลลอรี่เก๋ๆ และคาเฟ่สมัยใหม่  อย่าลืมแวะชิมอาหารยอดนิยมของเมือง อาทิ อัสสัม ลักซา และฉ่าก๋วยเตี๋ยว จากรถขายอาหารริมถนน ก่อนจะเดินย่อยอาหารด้วยการออกสำรวจจิตรกรรมฝาผนังอันเลื่องชื่อ ถ้าอยากเปลี่ยนบรรยากาศมาอยู่ท่ามกลางธรรมชาติอันเงียบสงบก็ทำได้ง่ายๆ แค่กระโดดขึ้นรถบัสออกจากตัวเมืองมาไม่นาน คุณก็สามารถเลือกได้ว่าอยากจะไปเดินทอดน่องริมทะเล เยี่ยมชมสวนเครื่องเทศเขตร้อน หรือชมวิวอันงดงามบนปีนังฮิลล์

เดินเตร็ตเตร่ไปตามถนนอันทรงเสน่ห์ของปีนัง เพลิดเพลินไปกับการสำรวจสถาปัตยกรรมสไตล์โคโลเนียลที่หลงเหลือมาถึงปัจจุบัน สตรีทอาร์ตที่เต็มไปด้วยชีวิตชีวา คาเฟ่เก๋ๆ และรถขายอาหารที่ส่งกลิ่นหอมหวลชวนกิน โอโซ่ จอร์จทาวน์ ปีนัง มีกำหนดเปิดให้บริการในปี 2563 พร้อมต้อนรับนักเดินทางที่ชาญฉลาดและชอบออกแบบการเดินทางด้วยตนเอง ด้วยทำเลที่ตั้งที่อยู่ติดกับเขตพื้นที่ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดยองค์การยูเนสโก ส่งผลให้แขกผู้เข้าพักสามารถเดินสำรวจสถาปัตยกรรมอันเก่าแก่ อาคารบ้านเรือนอันมีสีสันสดใส และสตรีทฟู้ดชื่อดังของจอร์จทาวน์ได้โดยสะดวก บนชั้น 22 ของโรงแรมจะเป็นที่ตั้งของสกาย ล็อบบี้ ที่ซึ่งแขกสามารถมาใช้เวลาผ่อนคลาย ระหว่างชมวิวทิวทัศน์อันงดงาม พร้อมศึกษาสถานที่ท่องเที่ยวชื่อดังของจอร์จทาวน์ในมุมสูงจากสกายล็อบบี้ที่สูงที่สุดในปีนัง

แทงบอล